วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แม่น้ำที่น่ากลัวที่สุดในโลก!

แม่น้ำนี้ชื่อว่า citarum
เมืองจาการ์ตา ประเทศ อินโดนีเซีย







วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ทำไมตักบาตรเทโวโรหนะ ต้องมี “ข้าวต้มลูกโยน”


หลังจากวันออกพรรษา 1 วัน ซึ่งตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 นั้นเป็น "วันตักบาตรเทโวโรหนะ" เป็นวันที่ชาวพุทธจะออกมาทำบุญตักบาตรกันตามปกติ แต่ที่พิเศษกว่าทุกครั้งคือจะต้องมี "ข้าวต้มลูกโยน" ร่วมอยู่ด้วย เมื่อพุทธศาสนิกชนทราบว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จลงจากเทวโลก กลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว จึงได้มารอรับพระพุทธองค์ แต่เนื่องจากมีผู้รอรับจำนวนมากทำให้พุทธศาสนิกชนต้องโยนอาหารใส่บาตรพระพุทธองค์ ซึ่งสาเหตุนี้เองที่ทำให้เกิดประเพณี "วันตักบาตรเทโวโรหนะ" สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อทราบที่มากันไปแล้ว เรามาทำความรู้จัก “ข้าวต้มลูกโยน" ของสำคัญของประเพณีกันบ้างดีกว่า

ข้าวต้มลูกโยน” ทำมาจากข้าวเหนียวผัดกับกะทิและถั่วดำ เมื่อผัดเสร็จแล้วก็นำมาปั้นเป็นก้อนขนาดเท่าลูกมะปรางห่อด้วยใบพงทึ่มีลักษณะเหมือนใบอ้อย ห่อพันไปมาจนหุ้มข้าวเหนียวได้หมดเหลือปลายไว้ประมาณ 2 นิ้วฟุต หลังจากนั้นใช้ตอกที่จักจากไม้ไผ่มามัดให้แน่นอีกหลัง แล้วจึงไปนึ่งให้สุก


ทำไมเครื่องบินในประเทศไทยถึงใช้คำว่า HS


ทำไมเครื่องบินในประเทศไทยถึงใช้คำว่า “HS” ล่ะ

เคย สังเกตกันบ้างไหมว่าเครื่องบินในประเทศไทยได้ใช้สัญลักษณ์การลงทะเบียน อากาศยานที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่ขึ้นต้นด้วย HS หรือที่เรียกกันว่า Hotel Sierra กันนั้น มีประวัติมาจากหนใดกัน
ประเทศที่ขอ Prefix ได้ในช่วงเวลาใกล้ๆกับประเทศไทย ก็มักจะเลือกสัญญาณเรียกขานที่บ่งถึงประเทศตัวเอง เช่น ญี่ปุ่น หรือ JAPAN ได้ JA ส่วน Germany ซึ่งเรียกตัวเองว่า ดอยช์แลนด์ ก็ได้ DL แล้วคำว่า HS ที่นำหน้าสถานีของประเทศไทยนั้นหมายความว่าอย่างไร

ท่านอาจารย์อุดม จะโนภาษเขียนไว้ว่า "เรื่องนี้ พระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ไชยากรณ์ ซึ่งเป็นโอรสของเสด็จในกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เล่าให้ฟังว่า ในขณะนั้นยังมีอักษรอื่นก่อนตัว HS ที่ทรงเลือกอักษร HS เพราะจะให้มีความหมายว่า "His Majesty The King Of SIAM " ในสมัยนั้นประเทศไทยยังเรียกว่า SIAM อยู่ เวลาเรียกขานทางวิทยุทีหนึ่งก็จะได้เป็นการถวายความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยจึงมีสัญญาณเรียกขาน ว่า HS ตั้งแต่บัดนั้นมา สถานีโทรทัศน์ เช่น สถานีโทรทัศน์กองทัพบก มีสัญญาณเรียกขานทางวิทยุว่า HSATV ฯลฯ"

5 สิ่งที่ต้องนึกถึงในวันฮาโลวีน


    • ผี >> เพราะเทศกาลนี้ถ้าไม่มีผีก็ไม่สนุกใช่ไหมจ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นผีไทย อย่าง ผีแม่นาค ผีปอบ ผีนางตานี ฯลฯ หรือผีอินเตอร์อย่าง ผีซาดาโกะ, ซอมบี้, แวมไพร์ ฯลฯ เพราะผีแต่ละประเภทก็จะมีที่มาของความน่ากลัวที่แตกต่างกันออกไป

    • หน้ากากผี >> อันนี้พี่ปัดชอบใส่เอาไว้แกล้งเพื่อนๆ ให้ตกใจเล่น บางครั้งก็ถูกแกล้งกลับเหมือนกัน และขอบอกว่าหน้ากากที่ถูกผลิตออกมาวางจำหน่ายในปัจจุบันนั้นน่ากลัวมาก บางครั้งเห็นแล้วไม่กล้าหยิบม

    • ใส่เลย เพราะกลัวจะไปส่องกระจกแล้วหัวใจวายตาย 555

    • แต่งตัวเป็นผี >> สิ่งนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับเทศกาลวันฮาโลวีน เพราะวันนี้คนส่วนใหญ่จะออกมาแต่งตัวเป็นผีต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แวมไพร์ ซอมบี้ ผีแม่นาค ฯลฯ ซึ่งการแต่งตัวเป็นผีนั้นก็เหมือนกับการแต่งแฟนซีไปงานต่างๆ นั้นเอง และในบางสถานที่นั้นก็จะมีการประกวดแต่งกายผีอีกด้วย ว่าแต่ปีนี้น้องๆ จะแต่งเป็นผีอะไรจ๊ะ

    • เรื่องผี >> สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องฮอตฮิตที่ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันฮาโลวีน หรือช่วงเวลาไหนๆ ก็มักจะถูกนำมาเล่าถึงความน่ากลัวสยองขวัญตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในวันฮาโลวัน ไปเที่ยวพักผ่อน ไปเข้าค่ายลูกเสือ ฯลฯ โดยส่วนตัวแล้วพี่ปัดเป็นคนที่ไม่ค่อยปลื้มเรื่องลี้ลับมากนัก แต่ชื่นชอบฟังเรื่องผีมากที่สุด ฮิฮิ


    • ฟักทอง >> ถ้าเอ่ยถึงวันฮาโลวีน สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของวันนี้ คือ “ตะเกียงฟักทอง” หรือที่เรียกกันว่า “แจ๊ก-โอ'-แลนเทิร์น” ที่จะต้องแกะสลักเป็นรูปหน้าคนในกริยาแสดงอาการข่มขวัญ หรือโอดครวญ ส่วนสาเหตุที่ต้องใช้ตะเกียนี้ เป็นเพราะต้องการระลึกถึงชายชาวนาในตำนานที่หาญกล้าต่อกรกับซาตาน

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

เคล็ดลับทำรายงานง่ายนิดเดียว


>>> หัวข้อเรื่อง

ตาม ปกติแล้วโดยทั่วไปอาจารย์จะกำหนดให้ แต่ถ้าหากน้องๆ มีโอกาสเลือกเองล่ะก็ น้องๆ ควรเลือกเรื่องที่สนใจ มีขอบเขตเนื้อหาไม่กว้างหรือแคบเกินไป และประเมินแล้วว่าตัวเองมีความสามารถในการหาแหล่งข้อมูลให้ค้นคว้าอย่าง เพียงพอ วิธีนี้จะช่วยให้การทำรายงานสนุกและได้ความรู้เพิ่มขึ้นค่ะ


>>> ค้นคว้าข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ข้อนี้ถือว่าเป็นจุดที่สำคัญมากนะคะ เพราะในการทำรายงานนั้น หากเรามีแหล่งที่มาของข้อมูลที่หลากหลายและมีความน่าเชื่อถือ เช่น หนังสือ อินเตอร์เน็ต จำทำให้น้องๆ ได้ความละเอียด แม่นยำ หลากหลาย และทันสมัยมากยิ่งขึ้น สำหรับการค้นจากหนังสือซึ่งเป็นวิธีพื้นฐานนั้น น้องๆ จะดูจากหนังสืออ้างอิง โดยศึกษาศัพท์เฉพาะไว้เป็นพื้นฐานของเรื่องที่จะทำ รวมทั้งดรรชนีวารสาร ซึ่งจะใช้ค้นบทความจากวารสาร

>>> เรียบเรียงข้อมูล น้องๆ ควรวางโครงเรื่องให้เป็นหมวดหมู่ตามลำดับ แบ่งเนื้อหาเป็นบท จากหัวข้อใหญ่ที่มีความสำคัญมาก ตามด้วยหัวข้อย่อยที่มีความสำคัญรองลงมา จากนั้นเขียนอย่างเป็นระบบ เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจ

>>> ทำบรรณานุกรม เป็นสิ่งที่น้องๆ ควรทำเพราะจะเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความหน้าเชื่อถือของที่มาของข้อมูล และเป็นการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ใช้ค้นคว้า เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหารายงาน

>>> ชื่อเรื่อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็มาปิดท้ายด้วย 'ชื่อเรื่อง' ซึ่งควรตั้งให้กะทัดรัด ครอบคลุมเนื้อหา และวัตถุประสงค์ของรายงานที่ทำค่ะ

"วิธีทำให้ผมยาวเร็วขึ้น"


  • ออกกำลังกาย!! น้องๆ รู้กันไหมจ้ะว่าเส้นผมของเรานั้นก็สามารถที่จะออกกำลังกายได้ โดยวิธีนั้นก็แสนง่ายดายเพียงแค่ก้มศีรษะค้างไว้ 30 วินาที แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้น การออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงเส้นผมให้แข็งแรงและยาวเร็วขึ้น

  • โปรตีน!! สารอาหารชนิดนี้นอกจากมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราแล้ว ยังช่วยปกป้องและซ่อมแซมเส้นผมอีกด้วย ช่วยลกการหลุดร่วงและแตกหักของเส้นผม

  • กิน!! การ กินปลา พืชผักใบเขียว และบูลเบอรี่จะช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายที่มีเลือดไหลเวียนนั้นแข็งแรงขึ้น รวมไปถึงเส้นผมของเราอีกด้วย

  • นวดศีรษะ!! การ นวดจะเป้นการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และช่วยทำให้ผมยาวเร็วขึ้นอีกด้วย ดังนั้นขณะที่สระผม น้องๆ ก็อย่าลืมนวดศีรษะอย่างเบามือกันด้วยนะจ๊ะ

  • หวีผม!! ขณะ ที่ผมเปียกอยู่ น้องๆ ห้ามหวีผมนะจ๊ะ เพราะจะทำให้เส้นผมขาดและหลุดออกมาได้ เวลาที่เหมาะสมกับการหวีผมมากที่สุด คือ ตอนที่ผมแห้งสนิทแล้วจ้ะ

  • ตัดผม!! การเล็มปลายผมนั้นนอกจากจะช่วยตัดผมแตกปลายออกไปแล้ว ยังจะช่วยทำให้ผมยาวเร็วขึ้นอีกด้วย

เคล็ดลับการเลือกสีรองเท้าให้เหมาะกับสีผิว


สีผิวค่อนข้างคล้ำ >> น้องๆ ที่มีสีผิวลักษณะนี้ควรที่จะเลือกโทนสีรองเท้าให้มีสี ที่ไม่อ่อนหรือสดใสจนเกินไป หรือควรเลือกสีค่อนข้างเข้ม เช่น กรมท่า น้ำตาลเข้ม น้ำตาลทอง ฟ้า ม่วง เทา เขียวเข้ม เป็นต้น

ผิวสองสี >> คือสีผิวน้ำผึ้งหรือผิวแทน โทนสีรองเท้าที่เหมาะสมกับสีผิวลักษณะนี้ คือ โทนสีผสมที่ไม่ดูร้อนแรงหรือเย็นตาจนเกินไป เช่น น้ำตาลอมแดง เขียวอมฟ้า ชมพูอมส้ม สีเลือดนก ชมพูหม่น เป็นต้น

ผิวขาวซีด >> เป็นผิวที่คนอื่นชอบคิดว่าเจ้าของผิวลักษณะนี้สุขภาพไม่ดี ดังนั้นคนที่มีผิวลักษณะนี้ ควรเลือกโทนสีรองเท้าที่ค่อนข้างเข้มหรือหม่นสักเล็กน้อย เพื่อช่วยขับสีผิวให้ดูเข้มขึ้น เช่น เหลืองอมน้ำตาล น้ำตาลไหม้ หรือเขียวเข้ม แต่สีต้องห้าม!! คือ ชมพูอ่อน ฟ้าใส ม่วงลาเวนเดอร์ เหลืองครีม เพราะสีเหล่านี้จะดูกลมกลืนกับสีผิวจนเกินไป

ผิวขาว >> คนที่มีสีผิวลักษณะนี้ ถือว่าเป็นคนที่โชคดีมาก เพราะถ้าสวมใส่รองเท้าได้ทุกโทนสี

ผิวขาวอมเหลือง >> คนที่มีผิวลักษณะนี้ควรที่จะเลือกสีโทนร้อน เพื่อช่วยขับสีผิวให้มีสุขภาพดี และทำให้เรียวขาดูโดดเด่นขึ้น แต่ห้ามใส่!! สีขุ่นๆ อย่างน้ำตาลเข้มหรือเทา เพราะจะทำให้ผิวดูหมองลงได้

ผิวขาวอมชมพู >> ควรเลือกรองเท้าที่มีโทนสีสดใส เช่น ฟ้าอมเขียว ฟ้าใส เขียวมะนาว เพราะจะช่วยขับสีผิวให้ดูโดดเด่นขึ้น