วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คาวตอง สมุนไพรสุดเจ๋ง ต้านไข้หวัดใหญ่ 2009


พบสมุนไพรไทย "คาวตอง" สุดเจ๋งมีคุณสมบัติพิเศษในการรักษา
การติดเชื้อ ต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ เตรียมศึกษาเชิงลึก
เพื่อพัฒนาเป็นยาต้านเชื้อหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
เรื่อง ราวการค้นพบสมุนไพรไทย มีสรรพคุณวิเศษในการยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นยารักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และมะเร็ง รวมถึงโรคเอดส์ได้นั้น ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่โรงแรมสยามซิตี ดร.ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวภายในการประชุมระดมความคิดเห็นเรื่อง "การใช้นวัตกรรมเพื่อป้องกันการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009" ว่า สนช. มีนโยบายในการสนับสนุนภาคเอกชนในการวิจัย และพัฒนาพืชสมุนไพร เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ ล่าสุดได้มีการค้นพบสมุนไพรพื้นบ้านที่เรียกว่า "คาวตอง" หรือ "ภูคาว" ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน พบมากทางภาคเหนือของประเทศไทย ลักษณะ "คาวตอง" เป็น พืชล้มลุก และมีใบคล้ายใบพลู กลิ่นค่อนข้างแรงเหมือนคาวปลา บางครั้งนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะมีกลิ่นแรง ไม่หอมเหมือนใบโหระพา หรือใบกะเพรา ที่ผ่านมานักวิจัยต่างชาติได้ศึกษาสารสกัดของคาวตองพบว่า มีคุณสมบัติต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสได้ดี อีกทั้ง ยังมีความเป็นไปได้ในการยับยั้งเชื้อมะเร็ง และมีแนวโน้มที่จะต้าน ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ ซึ่ง ต้องมีข้อมูลทางวิชาการมารองรับ ก่อนจะนำไปพัฒนาเป็นยาต้านเชื้อไวรัสต่อไป คาดว่าใช้เวลาการวิจัย และพัฒนาสกัดมาเป็นยารักษาโรคดังกล่าวได้อีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า ขณะ ที่ทั่วโลกยังหวาดผวากับการแพร่ระบาดของโรค ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เกิดจากเชื้อ A/ H 1 N 1 เนื่องจากเชื้อหวัดนี้ยังคร่าชีวิตพลเมืองของนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้สถิติยอดผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั่วโลก เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยล่าสุด (1 มิถุนายน) ไทยพบผู้ติดเชื้อแล้วประมาณ 4 คน ซึ่งทางการไทยได้วิงวอนให้ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ หากมีอาการป่วย ควรไปให้แพทย์ตรวจอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเชื้อโรคระบาดในประเทศไทย

แสงสว่างของหิ่งห้อยมาจากไหน

แสงสว่างของหิ่งห้อยมาจากไหน (อ.ส.ม.ท.)

แสง สว่างจากหิ่งห้อย เกิดจากสารลูซิเฟอร์รินไปรวมกับออกซิเจนในอากาศ

และมีสารอีกตัวหนึ่ง คือ สารลูซิเฟอเรส เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนี้

หิ่งห้อยจะเป็นตัวปล่อยออกมาโดยตรง แสงของหิ่งห้อยจะมีลักษณะวาบๆ ที่เป็นเช่นนี้

ก็เพราะแสงสว่างจะขึ้นอยู่กับจังหวะการหายใจ จังหวะหายใจเข้าแสงจะติด และจังหวะหายใจออก

แสงจะดับ แสงที่เกิดจากหิ่งห้อยจะมีปริมาณแสงสว่างที่น้อยมาก เพียง 1 ใน 1,000 จากเทียนไขธรรมดา เท่านั้นเอง โดยหิ่งห้อยทั้งตัวผู้และตัวเมีย

จะใช้แสงของมันดึงดูดเพศตรงข้าม และบางครั้งก็ใช้ล่อเหยื่อ

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า แสงในตัวหิ่งห้อยมีได้ถึง 4 สี คือ สีเขียว สีเขียวแกมเหลือง เหลือง และสีส้ม ขึ้นอยู่กับสภาวะที่แตกต่างกัน

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สีสันบอกอะไรบ้าง


Coloring Your Business


สีดำ สื่อถึงความหรูหราและสง่างาม มันจึงมักถูกใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ราคาแพง สีดำยังสื่อถึงความมีอำนาจ ความเป็นงานเป็นการ แต่การใช้สีดำมากเกินไปอาจทำใ้ห้คุณดูแข็งกระด้างและไม่เป็น
มิตรนัก

สีชมพู บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิง ความอ่อนโยน สุขภาพดี และความไร้เดียงสา คนห่วงใยและแคร์คนอื่นจะชอบสีชมพู ถ้าต้องการนำเสนอบุคลิกทีี่ห่วงใยและอ่อนโยน ควรเลือกสีนี้

สีฟ้า เป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมาก ให้ความเย็น ประโลมใจเป็นระเบียบ มั่นคง น่าเชื่อถือ ซื่อสัตย และมีศักดิ์ศรี สำหรับธุรกิจมันสื่อถึงความรับผิดชอบทางการเงิน และคนเราจะทำงานได้มากกว่าในห้องสีฟ้า ถ้าคุณเลือกสีฟ้า คุณแสดงตัวว่าเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์และวางใจได้

สีแดง คนที่เลือกสีแดง เป็นคนที่ก้าวร้าว หุนหัน และดิ้นรนเพื่อความสำเร็จ มันเป็นสีที่ขโมยความเด่น มีเสน่ห์ สื่อถึงความรัก ความรุนแรง และความกล้า สีแดงเป็นสีที่มีผลกระทบต่ออารมณ์อย่างมาก

สีเหลือง เป็นสีของความมีเสน่ห์ ความรัก ความรื่นรมย์ และจริยธรรม และเป็นสีที่มีความสขุที่สุดในทุกกระบวนสี ถ้าคุณชอบสีนี้ มันชี้ว่าคุณเป็นคนมองไปในอนาคต เป็นคนฉลาด จินตนาการสูง เจ้าอุดมคติ สีเหลืองสื่อถึงการสื่อสาร การรู้แจ้ง แสงแดดและจิตวิญญาณ

สีเขียว สื่อถึงสุขภาพ มันจึงมักถูกใช้กับสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ ถ้าคุณเลือกสีเขียว แสดงถึงการแสวงหาความมั่นคง ความสมดุล และความไม่ท้อถอย ทางธุรกิจมักใช้เพื่อสื่อสารถึงสถานภาพและความมั่งคั่ง เป็นสีที่สบายตาและทำให้สายตาดีขึ้น สงบ และสดชื่น

สีส้ม สื่อถึงอารมณ์ของวันหยุด บ้าน และอาหารการกินดีๆ เป็นสีสดใส สนุกสนาน และร่าเริง เฉดสีเข้มๆ จะสื่อถึงกลิ่นอายของความแปลกแตกต่างและความตื่นเต้น การเลือกสีนี้สื่อถึงพลังงานและความสนใจในเรื่องโครงสร้างและองค์กร สำหรับธุรกิจมันดีต่อการไฮไลต์ข้อมูลบนชาร์ตหรือกราฟ

ดื่มอย่างไรให้ปลอดภัย


อย่าดื่มเมื่อท้องว่าง เพราะร่างกายจะดูดซับแอลกอฮอล์ได้ไวและมากกว่าปกติ ทำให้เมาเร็ว ทางที่ดีก่อนดื่มเหล้าประมาณ 1 ชั่วโมง ควรกินอาหารประเภทข้าว นม และไข่ รองท้องไว้ก่อน ถ้าเป็นไปได้ ควรทำแกงประเภทจับฉ่าย ซึ่งมีกะหล่ำปลีเยอะๆ กินไปก่อนจากบ้าน
• เลือกชนิดอ่อน การดื่มในงานสังสรรค์ปาร์ตี้มักใช้เวลานานอย่างน้อยก็ 2-3 ชั่วโมง ดังนั้น เพื่อการมีส่วนร่วมตลอดงาน ควรเลือกดื่มแอลกอฮอล์ที่มีดีกรีต่ำ อย่างเครื่องดื่มผสมจากน้ำผลไม้ หรือเบียร์ ดีกว่าวิสกี้
• หนักแน่นในปริมาณที่จำกัด อย่าให้เสียงเชียร์รอบข้างทำให้คุณต้องดื่มมากเกินควบคุมสติ
• อย่าดื่มรวดเดียวหมด ค่อยๆ ดื่มทีละนิดจนหมดแก้ว หรือเลือกดื่มเครื่องดื่มที่ผ่านการผสมกับมิกเซอร์ จะทำให้คุณดื่มได้นาน และได้รับปริมาณแอลกอฮอล์น้อยกว่า
• เลือกเหล้าขาวๆ หรือสีจางไว้ก่อน ควรจะผสมน้ำ ไม่ควรผสมโซดาเพราะโซดาจะทำให้การดูดซึมแอลกอฮอล์ผ่านไปถึงสมองเร็วขึ้น

• ดื่มไปกินไป ควรดื่มแล้วพัก สลับกับการพูดคุย และกินกับแกล้มบ่อยๆ ที่ไม่ใช่จำพวกของทอด เพราะอาหารมันไม่ช่วยดูดซับแอลกอฮอล์ในกระเพาะอาหาร แนะนำให้กินอาหารประเภทโปรตีนอย่างถั่ว ชีส และ ไข่
• อย่าดื่มผสม ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ประเภทไหนก็ควรดื่มชนิดเดียวไปจนจบปาร์ตี้ การดื่มผสมเหล้าบ้าง เบียร์บ้าง หรือไวน์ แล้วมาแชมเปญ จะทำให้คุณเมาหนัก และปวดหัวเมื่อตื่น
• พักเมื่อมึนเบลอ ถ้าเริ่มรู้สึกหนักหัว หรือเบลอ ให้เดินออกมาสูดอากาศข้างนอก ดื่มน้ำเปล่าและพักสักสิบนาที
• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ระหว่างดื่ม เพราะนั่นจะยิ่งทำให้คุณเมาเร็ว และแฮ็งหนักในตอนเช้า
• อย่าปล่อยให้แก้วเต็มและพร่องมาก ควรเว้นปริมาณเครื่องดื่มอยู่ที่ประมาณครึ่งแก้วเสมอดีที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นคุณจะถูกเชียร์ให้ดื่มอยู่ตลอดเวลา
• พกวิตามิน บี 6 ติดกระเป๋า ระหว่างการดื่มก็กินวิตามินสักครั้งหนึ่ง เพราะหลังจากงานเลิกคุณจะไม่มีอาการมึนเมา หรือถ้ามีก็ไม่มากจนทำให้คุณควบคุมตัวเองไม่ได้ ซึ่งเมื่อคุณตื่นเช้าขึ้นมา มันจะช่วยไม่ให้คุณทรมานจากอาการปวดหัวเนื่องจากเมาค้าง นอกจากนั้นตอนกินเหล้าควรจะกินของหวานไปด้วย เพื่อเป็นการชดเชยน้ำตาลในร่างกายที่สูญเสียไป